Recent Posts

วิธีดูแลตัวเองขณะเป็นสิวที่หลัง และวิธีป้องกันการเกิดสิวซ้ำ

08:11 1 Comment
นอกจากวิธีรักษาสิวที่หลังอย่างมีประสิทธิภาพเหมาะสมกับผิวของคุณแล้ว สิ่งที่จะช่วยทำให้สิวและรอยดำต่างๆหายเร็วขึ้น คือต้องทำควบคู่กับการดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีในขณะเป็นสิวที่หลังด้วย และเมื่อสิวหายแล้ว ก็ควรรู้วิธีป้องกันการเกิดสิวที่หลังเพื่อที่จะได้ไม่กลับมาเป็นอีก เพราะสิวต่างๆโดยส่วนใหญ่ต่างก็มีปัจจัยที่ก่อให้เกิดสิวทั้งภายในและนอกตัวเราทั้งนั้น นั่นก็คือภาวะการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน และเชื้อโรคในบรรยากาศรอบตัวเรา ดังนั้นถ้าคุณแก้ไขปัญหาสิวที่หลังได้ตรงจุดแล้ว ก็อย่าลืมทำการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดสิวที่หลังอีก จะได้มีแผ่นหลังขาวนวนเนียน ไร้รอยด่างดำตลอดไป…วันนี้ acnecaresite.blogspot.com จึงได้รวบรวมวิธีดูแลตัวเองขณะเป็นสิวที่หลังและวิธีป้องกันการเกิดสิวซ้ำมาฝากค่ะ เพื่อเป็นแนวทางในการดูแลรักษาสิวที่หลังอย่างถูกวิธีและรักษาสิวที่หลังได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ผลจริงๆ


สำหรับวิธีรักษาสิวที่หลังและรอยดำที่ได้ผลดีจริงๆ เพื่อนๆสามารถเข้าไปอ่านได้ที่นี่นะค่ะ:
วิธีรักษาสิวที่หลังและรอยดำ ได้ผลดีที่สุด ให้ผิวเกลี้ยงเนียนด้วยตนเอง

ในช่วงเวลาที่รักษาสิวและรอยดำอยู่ ก็อย่าลืมนำ 16 วิธีการดูแลตัวเองตามด้านล่างนี้ไปใช้ด้วยนะค่ะ สิวที่หลังและรอยดำจะได้หายเร็วขึ้น และได้ผลจริงๆ และเมื่อหายเป็นสิวแล้วก็อย่าลืมป้องกันการเกิดสิวที่หลังก็ตาม 16 วิธีด้านล่างนี้ละค่ะ จะได้มีแผ่นหลังขาวเนียน ไร้รอยด่างดำตลอดไป…ที่มีแนวทางในการดูแลรักษาและป้องกันสิวที่หลังอย่างถูกวิธีตามนี้ค่ะ ^_^

16 วิธีการดูแลรักษาตัวเองขณะเป็นสิวที่หลัง และวิธีป้องกันไม่ให้เกิดสิวที่หลัง

1. สำหรับคุณๆ ที่มีสิวที่หลังเป็นประจำ อย่าไปบีบหรือแกะเกาสิว และควรงดการขัดผิวแรงๆ ไม่ว่าจะด้วยสบู่หรือผลิตภัณฑ์ใดๆ เพราะจะทำให้เกิดรอยแผลเป็นที่หลังได้ เพราะถ้าคุณเกิดแผลเป็นที่หลังแล้ว อย่างน้อยๆก็ครึ่งปีทีเดียวกว่าแผลเป็นเหล่านั้นจะจางหาย

2. การทานอาหารที่มีน้ำตาลสูง เพราะน้ำตาลเป็นอาหารของเชื้อแบคทีเรีย เมื่อพอเราทานไปแล้ว ก็จะทำให้เกิดการอักเสบของสิวตามตัว

3. ควรอาบน้ำเช้า-เย็น สิวที่หลังมักเกิดขึ้นมาจากเหงื่อที่หมักหมม เพราะมีเชื้อแบคทีเรีย พยายามอาบน้ำทันทีที่กลับถึงบ้าน และขณะอาบน้ำควรฟอกสบู่ให้มากหน่อย เพราะเชื้อราที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดสิวที่หลังตัวนี้ชอบไขมัน หรือน้ำมันที่หล่อเลี้ยงผิวหนัง ก็ใช้สบู่ให้มากขึ้น เพื่อล้างความมันออกไป เมื่อไม่มีอาหาร เชื้อราก็จะเจริญเติบโตน้อยลง

4. ควรอาบน้ำเย็นในอุณภูมิปกติ เพราะการอาบน้ำอุ่นทำให้เกิดสิวที่หลัง…เมื่อผิวแห้งน้ำ ร่างกายจึงผลิตน้ำมันเพิ่ม สิวอุดตันก็เกิดขึ้น ถ้าอากาศไม่หนาวมากแนะนำให้อาบน้ำเย็นในอุณภูมิปกติจะดีกว่า

5. ใช้เจลอาบน้ำเด็กดีที่สุด หรือสบู่ก้อนสูตรอ่อนโยนก็ได้ ส่วนครีมอาบน้ำและสบู่ อาจทำให้เกิดสิวที่หลัง เพราะครีมอาบน้ำชำระล้างออกได้ยาก จนเกิดการอุดตันของรูขุมขนนำไปสู่การเกิดสิวขึ้นในท้ายที่สุด ส่วนสบู่มีความเป็นด่างทำให้ผิวแห้ง ต้องสร้างน้ำมันชดเชยกลับคืน เกิดสิวอุดตันและอักเสบตามมา ดังนั้น ให้ใช้เจลอาบน้ำเด็กดีที่สุด ไม่เกิดสิวอุดตันและผิวไม่แห้ง หรือใช้เป็นสบู่ก้อนสูตรอ่อนโยนก็ใช้ได้ดี

6. แชมพู และการสระผม อีกหนึ่งในสาเหตุของการเกิดสิวที่หลัง เพราะ...บางยี่ห้อชุ่มชื้นเกินไป บางยี่ห้อเคมีเกินไป ดังนั้นใช้เป็นแชมพูเด็กจะดีกว่าหรือใช้แชมพูขจัดรังแคที่มี Ketoconazole จะดีมาก (เพราะสิวที่หลัง เกิดจากเชื้อรา) สำหรับการสระผม โดยเฉพาะสาวผมยาวนั้นควรสระผมเสร็จก่อน แล้วค่อยฟอกสบู่จะช่วยชำล้างร่างกายและแผ่นหลังได้สะอาดหมดจดกว่านะค่ะ

7. หลังอาบน้ำเสร็จให้เช็ดตัวและเป่าผมให้แห้ง ทุกครั้งก่อนที่จะสวมเสื้อผ้า ป้องกันการเกิดเชื้อรา ที่เป็นอีกหนึ่งสาเหตุของสิวที่หลัง

8. ผ้าเช็ดตัวควรสะอาด ควรเปลี่ยนอาทิตย์ละ 1 ครั้ง เป็นสิ่งที่มักมองข้ามกันนะ เพราะในการใช้แต่ละครั้งผ้าเช็ดตัวจะไปจับเอาเซลล์ผิวที่ตายแล้วตามร่างกาย รวมถึงแบคทีเรียที่อาศัยอยู่บนผิวหนังไปสะสมไว้ด้วย ดังนั้นโยนลงเครื่องซักผ้าไปเถอะ

9. สวมเสื้อผ้าที่สะอาด และเนื้อผ้าระบายอากาศได้ดี เช่น ควรสวมเสื้อผ้าคอตตอนแทนเสื้อผ้าเนื้อหนาที่ระบายอากาศไม่ดี

10. ควรเปลี่ยนชุดนอนทุกวัน สำหรับบางคนที่สวมชุดนอน 2-3 วัน ซ้ำ โดยที่ไม่เปลี่ยน แนะนำให้ทำการเปลี่ยนชุดนอนทุกวัน เพราะเวลาที่เรานอน แผ่นหลังต้องสัมผัสกับชุดนอนอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้เกิดการอับชื้นสะสมแบคทีเรียและคราบสกปรกเอาไว้ เมื่อใส่ชุดนอนซ้ำๆ คราบสกปรกก็จะยิ่งสะสมมากขึ้นเรื่อยๆจนทำให้เกิดสิวที่หลังขึ้น

11. ปลอกหมอน ผ้าห่ม และผ้าปูที่นอน หมั่นเปลี่ยนบ่อยๆ อาทิตย์ละ 1 ครั้ง เป็นสิ่งที่เราต้องสัมผัสเป็นเวลานานในแต่ละวัน หากไม่ทำความสะอาดบ่อยๆก็จะเกิดการสะสมของสิ่งสกปรก และเชื้อแบคทีเรียได้

12. กรณีที่ผิวแพ้ง่าย ให้ใช้น้ำยาซักผ้าเด็ก เพื่อลดโอกาสเกิดการระคายเคืองของผิวหนังและลดการเกิดสิวที่หลัง

13. ให้เลือกครีมกันแดดออยล์ฟรี เพราะว่าสิวที่หลังนั้นเกิดจากเหงื่อและไขมันตามรูขุมขน ทำให้เกิดสิวขึ้นมา การที่เราใช้ครีมกันแดดที่ไม่มีไขมันนั้นช่วยทำให้ไขมันผสมกับเหงื่อน้อย ทำให้เกิดสิวได้ยากขึ้น

14. ใช้ครีมหรือโลชั่นบำรุงผิวสูตรธรรมชาติที่ไม่มีไขมัน จะช่วยลดการอุดตันของรูขุมขนซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของสิว

15. ควรงดใช้น้ำหอมช่วงนี้ เพราะอาจเกิดจากการแพ้น้ำหอมที่ใช้อยู่

16. จริง ๆ แล้วไม่จำเป็น ไม่อยากให้ใช้ยาชนิดรับประทาน เพราะอย่างไรขึ้นชื่อว่ายาก็เป็นสารปฎิชีวะนะอย่างหนึ่งกินมากๆก็มีผลต่อร่างกายค่ะ และสิวที่แผ่นหลังอาจเป็นๆหายๆได้ จึงอยากให้ใช้ยาทามากกว่านะค่ะ


เรียบเรียงโดย: acnecaresite.blogspot.com
ขอขอบคุณรูปภาพประกอบจาก: bkkseek.com/back-scar-removal-treatment/

วิธีรักษาสิวที่หลังและรอยดำ ได้ผลดีที่สุด ให้ผิวเกลี้ยงเนียนด้วยตนเอง

01:58 3 Comments
ใครเป็นสิวที่หลังยกมือขึ้น ไม่ต้องอายค่ะ เพราะมันเป็นเรื่องปกติมากส์ส์ ใครๆ ก็มีสิวที่หลังได้ทั้งนั้น ไม่ใช่เหตุผลว่าต้องอาบน้ำสะอาดเสมอไป บางคนแพ้เครื่องสำอางค์ก็เป็นสิวที่หลังได้ สำหรับวันนี้ acnecaresite.blogspot.com ได้นำวิธีรักษาสิวที่หลังและรอยดำที่ได้ผล พร้อมกับสาเหตุการเกิดสิวที่หลังมาฝากด้วย ที่ไม่ว่าจะเป็นมากหรือน้อยก็สามารถรักษาให้หายขาดได้ เพราะเป็นวิธีที่แอดมินลองทำมาแล้วได้ผลดีจริงๆสิวที่หลังหายค่ะ เป็นที่หลังเยอะมากส์ส์…แต่พอลองทำวิธีนี้ 2 เกือบ 3 เดือนก็ได้แผ่นหลังเนียนเกลี้ยงหมดจดไร้สิวและรอยด่างดำแล้ว ก็เลยอยากเอาวิธีดีๆมาแนะนำมาบอกต่อค่ะ เผื่อใครกำลังมีปัญหาแบบเดียวกันนี้ แล้วอยากมีแผ่นหลังเนียนสวยก็ลองนำไปปรับใช้ดูนะค่ะ… เพื่อให้มีผิวที่หลังขาว นวนเนียน ไร้รอยด่างดำ เพื่ออวดโฉมผิวสวยอย่างมั่นใจ^^


คนส่วนใหญ่ก็อาบน้ำชำระล้างตัวสะอาดกันทั้งนั้นแหล่ะค่ะ แต่การเป็นคนมีเหงื่อออกมาก เมื่ออากาศร้อนทำให้รูขุมขนเปิดกว้างเกิดไปกระตุ้นทำให้เกิดสิวขึ้นมาได้ หรือแม้แต่บางคนเกิดจากการแพ้น้ำหอม สบู่ หรือเครื่องสำอางค์ก็มี เป็นต้น ดังนั้นถ้าอยากหายเป็นสิวที่หลังจริงๆ เพื่อนๆก็ควรทำความเข้าใจกับสิวที่หลังให้ถูกต้องก่อนนะค่ะว่าเกิดจากสาเหตุใด จะได้รักษาได้ตรงจุดและหายเป็นสิวที่หลังซะที

สาเหตุของสิวที่หลัง

  • จากฮอร์โมน การเกิดสิวที่หลัง สิวที่ใบหน้า และสิวทุกที่ตามร่างกาย มีสาเหตุอย่างเดียวกัน คือ การแปรปรวนของฮอร์โมนเพศในร่างกายเราเอง บางคนเป็นสิวที่หน้า แต่บางคนเป็นสิวที่หลัง บางคนเป็นสิวอุดตัน แต่บางคนเป็นสิวอักเสบ อันนี้ขึ้นตามพันธุกรรม โดยฮอร์โมนเพศชายแอนโดรเจน จะทำให้ต่อมไขมันมีการทำงานมากผลิตไขมันมากอุดตันได้ง่ายขึ้น เพราะในร่างกายคนเรานั้นล้วนมีต่อมไขมันอยู่ทุกๆ แห่ง แม้แต่ที่หลัง ก้น หรือไหล่ ดังนั้นคนแต่ละคนจะมีสิวมากน้อยไม่เท่ากัน
  • อาจเกิดจากเชื้อรา พี.โอวาเลที่น่าจะเป็นสาเหตุหลักของสิวบริเวณแผ่นหลัง โดยปกติเชื้อราตัวนี้มีอยู่ตามผิวหนังของคนเราอยู่แล้ว แต่ที่ทำให้เกิดสิวบริเวณแผ่นหลังเพราะเชื้อรามีปริมาณมากกว่าปกติ ซึ่งถ้ามีปริมาณไขมันบริเวณรูขุมขนปรวนแปร หรือมีไขมันที่เชื้อราชอบจะเกิดการแบ่งตัวมากขึ้น เชื้อราอาจจะปล่อยสารบางอย่างออกมาไปย่อยไขมันทำให้เกิดสิวอักเสบขึ้น ทั้งนี้อาจเป็นเพราะวัย หรือฮอร์โมนบางอย่างไปกระตุ้น เมื่อผ่านไปสักระยะสิวที่แผ่นหลังก็อาจหายไปเองได้ แต่ก็มีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นเพราะเหงื่อที่อาจไปกระตุ้นทำให้เกิดสิวบริเวณแผ่นหลัง
  • ปัจจัยภายนอกอื่นๆ เช่น
    • เหงื่อออกมาก แผ่นหลังของเรานั้นเป็นส่วนที่เหงื่อเกิดขึ้นได้ง่ายมากๆ…เมื่ออากาศร้อนทำให้รูขุมขนเปิดกว้างเกิดไปกระตุ้นทำให้เกิดสิวขึ้นมา
    • ความอับชื้น และความสกปรกต่างๆ จะทำให้สิวเป็นมากขึ้นได้ จากสาเหตุต่างๆ เช่น เสื้อผ้าหนาๆทำให้ร้อนอับ, เล่นกีฬา เช่นเล่นตอนเย็น แต่รอจนละครหลังข่าวจบค่อยอาบน้ำ, การสระผมล้างผมไม่สะอาด, ความสกปรกของผ้าเช็ดตัว/เสื้อผ้า/ผ้าปูที่นอน/ชุดนอน/หรือหมอนเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่ง
    • สบู่/เครื่องสำอางค์ คือแพ้สบู่และเครื่องสำอางค์บางชนิด หรือผลิตภัณฑ์บำรุงผิวบางประเภทที่มีส่วนผสมของน้ำมันหรือไขมันเยอะเกินไปซึ่งเป็นอาหารของเชื้อรา หรือแม้แต่แพ้น้ำหอมที่ฉีดทุกวัน
    • ผิวหนังระคายเคืองจากผลิตภัณฑ์ซักผ้า

      วิธีรักษาสิวที่หลัง

      วิธีรักษาสิวที่หลัง ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับผิวของแต่ละคน และเป็นสิวมากหรือน้อยด้วยค่ะ เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจสามารถแบ่งวิธีหลักๆในการรักษาสิวได้เป็น 2 วิธี คือ
      1) รักษาสิวอุดตัน สิวอักอักเสบ สิวเสี้ยน สิวผด สิวต่างๆ ให้ลดลงหรือควรให้หมดซะก่อน
      2) ทำให้รอยสิวหาย และฟื้นฟูผิวให้กลับมามีแผ่นหลังที่เรียบเนียนสวย
      วิธีรักษาสิวที่หลัง มีทั้งแบบที่ใช้ยาทาและยากินรักษาสิว แต่ส่วนตัวแอดมินแนะนำให้ใช้แต่ยาทาก่อนก็พอแล้ว ถึงแม้คุณจะเป็นสิวมากก็เถอะ เพราะขึ้นชื่อว่ายาก็เป็นสารปฏิชีวนะอย่างหนึ่ง กินมากๆก็มีผลต่อร่างกาย ยิ่งโดยเฉพาะที่ตับจะทำงานหนัก และสิวที่หลังสามารถเป็นๆหายๆได้ก็เหมือนกับสิวที่หน้าแหล่ะค่ะ ดังนั้นไม่จำเป็นก็ไม่ควรทานยาจะดีกว่านะ และต่อไปนี้คือวิธีรักษาสิวที่หลังและรอยดำที่ได้ผลดีจริงค่ะ…ยังไงก็ลองนำไปปรับใช้ดูนะ

      1. ใช้โคลนมาร์กสิวเสี้ยน (ที่ใช้มาร์กหน้า) ทำอาทิตย์ละ 1 ครั้ง ทาทิ้งไว้ให้ทั่วหลังแล้วลอกออก ตอนลอกออกสิวจะติดออกมาเยอะมาก

      2. ใช้ดินสอพองกับมะนาว ทำแบบนี้สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ก็เพียงพอแล้ว นำน้ำมะนาวมาผสมกับดินสอพอง ไม่ต้องให้ข้นเกินไปนะค่ะ พอกบริเวณที่เป็นสิว ทิ้งไว้ 30 นาที แล้วค่อยไปอาบน้ำล้างออก ดินสอพองช่วยลดการเกิดสิวและดูดซับสิ่งสกปรกออกไปจากผิวหนัง ส่วนน้ำมะนาวช่วยทำให้รอยสิวจางลงและผลัดเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วให้หลุดออกไป

      3. ใช้ครีมมาร์กหน้าบำรุงผิว (จะช่วยขจัดเซลล์ผิวที่เสื่อมให้หลุดลอกออกไป ทำให้ผิวกระชับ รูขุมขนเล็กลง) ทำอาทิตย์ละ 1 ครั้ง นำครีมมาร์กหน้ามาผสมน้ำ แล้วทาให้ทั่วหลัง ทิ้งเอาไว้จนแห้ง แล้วก็ไปอาบน้ำล้างออก เช็ดตัวให้แห้ง

      4. ใช้อ๊อกซี่ เคียว บอดี้ แอคเน่ สเปรย์ ฉีดบริเวณที่เป็นสิว หลังอาบน้ำ เช้า-เย็น ทุกวันค่ะ จนกว่าสิวจะหายจึงค่อยเลิกใช้ …บอกก่อนนะค่ะว่าฉีดสเปรย์ช่วงแรกๆนั้นจะแสบผิวอยู่บ้าง ปกติค่ะไม่เป็นไร แต่เราต้องอดทนค่ะ (เป็นสเปรย์ที่เป็นสารสกัดจากธรรมชาติที่ช่วยขจัดเชื้อแบคทีเรีย ลดการอักเสบของสิวและป้องกันสิวบริเวณแผ่นหลัง ลำตัว และหน้าอก ช่วยทำให้สิวแห้งเร็วและลดรอยดำจากสิว)

      5. ให้ทายาแต้มหัวสิว กรณีที่เป็นสิวอักเสบมากหรือเริ่มมีหัวหนองขาว :ทาหลังอาบน้ำ เช้า-เย็น แต่ถ้าเป็นสิวผดไม่มีหนองอันนี้ยังไม่ต้องใช้ ยาแต้มหัวสิวที่หลังก็คือตัวเดียวกับที่เราใช้กับใบหน้าค่ะ ปัจจุบันมียาแต้มหัวสิวที่ได้รับการแนะนำและได้รับความนิยมอยู่หลายยี่ห้อ หรือจะใช้ตัว clindamycin แต้มบนสิวก็ใช้ดีค่ะ พอสิวเริ่มหายมันจะทิ้งรอยดำไว้

      6. ใช้เกลือขัดผิว นำมาขัดหลัง เมื่อสิวแห้ง ควรขัดผิวสัปดาห์ละ 1ครั้ง ก็เพียงพอแล้ว…การขัดผิวหรือสครับผิวนี้ สามารถทำได้ทั่วตัวเพื่อผิวที่เนียนนุ่มทั่วเรือนร่าง โดยเฉพาะที่บริเวณหลังหากเกิดรอยด่างดำจากสิว แต่ห้ามขัดผิวในขณะมีสิวอักเสบเป็นอันขาด! เพราะจะยิ่งทำให้สิวอักเสบลุกลามมากขึ้นค่ะ…ควรเลือกฟองน้ำหรือใยบวบนุ่มๆ และต้องสะอาด สิ่งสำคัญขัดถูแผ่นหลังเบาๆนะค่ะ ขัดเสร็จอาบน้ำให้สะอาด ซึ่งการขัดผิวก็เพื่อกำจัดรอยแผลเป็น เพราะการขัดผิวจะช่วยผลัดเซลล์ผิวใหม่ ให้ผิวเรียบเนียน สดใสยิ่งขึ้น

      7. บำรุงด้วยเจลว่านห่างจระเข้ (ช่วยรักษาให้แผลหายเร็ว ลดรอยสิวได้ดี และทำให้ผิวอ่อนนุ่มชุ่มชื่น) ทาเจลว่านห่างจระเข้ของวัสสันพอกไว้ สามารถทาได้ทุกวัน โดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆ

      8. ทาผงแป้งศรีจันทร์…พอเจลแห้งแล้ว ให้ทาด้วยผงแป้งศรีจันทร์ ซึ่งช่วยลดผดที่หลังได้เยอะเลย

      เพื่อนๆ ต้องใช้เวลาสักระยะประมาณ 1-3 เดือน ขึ้นอยู่กับว่าเป็นสิวมากหรือน้อยด้วย และต้องทำควบคู่กับการดูแลตัวเองในขณะเป็นสิวที่หลังด้วย ก็จะยิ่งช่วยทำให้สิวและรอยดำหายเร็วขึ้นค่ะ สำหรับการดูแลตัวเองขณะเป็นสิวที่หลังและวิธีป้องกันไม่ให้เกิดสิวที่หลัง ได้เขียนเอาไว้อีกบทความ ซึ่งแอดมินได้ตั้งใจเขียนเรียบเรียงและอยากแนะนำทุกท่านที่เป็นสิวที่หลัง ที่เพื่อนๆสามารถเข้าไปอ่านได้ที่นี่ค่ะ…

      ดูแลรักษาสิวที่หลังตามนี้ไปเรื่อยๆ ก็จะได้แผ่นหลังเรียบเนียนขาวสวยกลับมาแล้ว ทีนี้ก็พร้อมสำหรับแฟชั่นโชว์แผ่นหลัง หรือแม้แต่เสื้อกล้ามโชว์หลังเท่ห์ๆได้แล้ว แต่ที่สำคัญต้องมีความอดทนพยายามกันหน่อยนะค่ะ แล้วสิ่งที่คุณรอคอยรับรองว่ามันย่อมคุ้มค่าและภาคภูมิใจแน่นอน ^^

      เรียบเรียงโดย: acnecaresite.blogspot.com

      วิธีกำจัดสิวเม็ดข้าวสารด้วยปูนแดง และข้อควรระวัง

      06:03

      วิธีการกำจัดสิวเม็ดข้าวสารด้วยปูนแดงนั้น แต่ถือว่า เป็นวิธีประหยัด ทำได้ง่าย อีกทั้งได้ผลดี ซึ่งการใช้ปูนแดงนั้นมีมาตั้งแต่อดีต ปูนแดงนอกจากจะใช้กินกับหมากแล้ว มักถูกนำมาใช้รักษาฝี แผล โรคผิวหนัง กำจัดไฝ และอื่นๆ อีกมาก


      สำหรับสิวเม็ดข้าวสารหรือสิวหิน หรือ มิเลีย (Milia) นั้นมีลักษณะเป็นตุ่มนูนเล็กๆ ส่วนใหญ่มีสีขาวหรือสีเหลือง พบได้ตามบริเวณรอบดวงตา โหนกแก้ม และบริเวณจมูก โดยสิวประเภทนี้อาจเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย

      วิธีการกำจัดสิวหินด้วยปูนแดง
      • นำปูนแดงมาผสมน้ำนิดเดียวพอให้มีลักษณะข้นๆ (บางสูตรก็ใช้สบู่ที่ขูดเอาเนื้อสบู่มาผสมกับปูนแดง ก็ใช้ได้เช่นกัน)
      • ผสมเสร็จแล้ว เอามาแต้มตรงหัวสิว แต้ม 2-3 ครั้งต่อวัน (เช่น แต้มเช้า เย็น ก่อนนอน ก็ได้) แต้มทิ้งไว้ โดยไม่ต้องออกแรงกดหัวสิว สิวจะแห้งและหลุดออกไปเอง
      • แต้มหัวสิวสัก 1-2 วัน สิวจะยุบ บางครั้งหัวสิวจะกลายเป็นรอยเล็กๆ เเดงๆ ต้องปล่อยให้รอยเเผลหายเเล้วสะเก็ดเเผลจะหลุดเอง ห้ามเเกะ ห้ามเกาเป็นอันขาด
      ข้อควรระวัง
      • ควรแต้มเฉพาะตรงหัวสิวเท่านั้น เพราะปูนแดงอาจจะกัดผิวส่วนอื่นให้เป็นแผลได้
      • ถ้ามีอาการแสบๆ ก็ให้แต้มทีละน้อย หรือแต้มบางๆ แทน
      • ไม่ควรทาทั้งหน้า หรือรอบหัวสิว ควรใช้วิธีแต้มเป็นจุดๆ ไป และแต้มตรงหัวสิว
      • ไม่ควรแต้มสิวที่ใกล้บริเวณรอบดวงตาเกินไป อาจเกิดอันตรายต่อดวงตาได้
      • ควรทดลองแต้มสิวสักหนึ่งจุดก่อนเพื่อดูว่าจะมีอาการแพ้ผิวเราหรือไม่ อีกทั้งเพื่อดูว่าจะได้ผลหรือไม่ หากได้ผลค่อยแต้มสิวจุดอื่นต่อ
      การแต้มปูนแดงนั้น วันแรกๆ จะเป็นรอยเเดงนิดหน่อย เเต่วันต่อมาก็ดีขึ้น เเทบมองไม่เห็นรอย และสิวเม็ดขาวสารก็จะหาย ที่สำคัญคืออย่าพยายามแกะ เกา ตรงที่เราแต้มสิวเด็ดขาดเดี่ยวจะป็นแผลได้ ปล่อยให้สิวยุบและลอกออกเอง วิธีกำจัดสิวหินด้วยปูนแดงนี้ทำง่าย ประหยัด ลองนำไปทำกันดูนะค่ะ สำหรับปูนแดงก็หาซื้อได้ตามตลาดสด ร้านที่ขายหมากพลู ดอกไม้ เครื่องไหว้สักการะ หรือร้านขายของชำทั่วไป

      วิธีรักษาสิวเม็ดข้าวสารหรือสิวหิน พร้อมวิธีป้องกันการเกิดสิวซ้ำ

      05:40
      สิวเม็ดข้าวสารและการรักษา 
      สิวหิน หรือ สิวเม็ดข้าวสาร (Milia) เกิดจากการรวมตัวของเซลล์ผิวที่ตายแล้วและไม่ยอมหลุดออกไป เมื่อไปรวมตัวกับไขมันที่ต่อมไขมันปล่อยออกมาบนผิวหน้า จึงเกิดลักษณะเป็นตุ่มขนาดเล็กนูนๆ บนผิวหน้า มีลักษณะเป็นสิวหัวปิด หัวสิวจะมีสีขาวหรือเหลืองเป็นส่วนใหญ่ ชอบขึ้นบริเวณรอบดวงตา โหลกแก้ม และจมูก 

      วิธีการรักษาสิวเม็ดข้าวสาร

      การกดสิว กดหรือเจาะบริเวณตุ่มขาว ๆ ออกมาให้หมด อาจทำโดยเอาเข็มขนาดเล็กสะกิดที่หัวสิวแล้วกดหัวสิวออกมา ฟังดูเหมือนจะทำได้ง่ายๆ แต่ลองทำจริงแล้วค่อนข้างยากเลยทีเดียว เนื่องจากสิวเม็ดข้าวสารจะมีลักษณะไตแข็งๆ อีกทั้งชอบขึ้นใต้ตาซึ่งเป็นบริเวณที่ผิวบอบบาง จะบีบหรือกดออกก็ทำได้ยาก อาจทำให้เกิดแผลหรือผิวบอบช้ำได้ ดังนั้นอาจจะลองหันไปใช้บริการกดสิวที่คลินิกรักษาสิวทั่วไป ค่ารักษาไม่แพง แถมไม่อันตรายด้วย

      การรักษาด้วยเลเซอร์ การรักษาสิวหินด้วยเลเซอร์นั้น สะดวก รวดเร็ว แต่ก็มีค่าใช้จ่ายที่สูงเช่นกัน

      การรักษาด้วยปูนแดง เป็นวิธีแบบบ้านๆ คือ การเอาปูนแดงมาแต้มตรงหัวสิวหินหรือสิวเม็ดข้าวสาร แต้มเช้า-เย็น ทำไปเรื่อยๆ เดี๋ยวสิวก็จะแห้งแล้วก็จะหลุดลอกออกมาเอง โดยไม่ต้องไปบีบหรือแกะสิว วิธีง่ายๆ แต่ได้ผลเหมือนกัน ดู วิธีการและข้อควรระวังของการกำจัดสิวหินด้วยปูนแดง

      การรักษาด้วยการดูแลผิวหน้า วิธีนี้จะเห็นผลในระยะยาว สิวเม็ดขาวสารจะค่อยๆ หมดไปและเป็นการลดโอกาสการเกิดใหม่ของสิว ดูคำแนะนำด้านล่างค่ะ


      วิธีป้องกันรักษาไม่ให้สิวเม็ดข้าวสารกลับมาเกิดซ้ำขึ้นอีก

      สาเหตุหลักประการหนึ่งของการเกิดสิวเม็ดข้าวสาร มาจากการใช้เครื่องสำอางที่ไม่ได้คุณภาพและการตกค้างของเครื่องสำอางที่ใช้เป็นประจำ การใช้เครื่องสำอางแล้วล้างหน้าไม่สะอาด ไปจนถึงการตากแดดในระยะเวลานาน ๆ จนผิวหนาและผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวได้ยากขึ้น ดังนั้นวิธีการการป้องกันรวมทั้งกำจัดไม่ให้สิวเม็ดข้าวสารกลับมาเกิดซ้ำควรทำดังนี้
      • ใช้ครีมบำรุงรอบดวงตาที่ไม่มีส่วนผสมที่ทำให้เกิดการระคายเคืองผิวรอบดวงตาเพื่อช่วยลดจำนวนสิว
      • ลดการแต่งหน้าและการใช้เครื่องสำอางให้น้อยลง อาจเลือกใช้เป็นบีบีครีมแทนรองพื้น แล้วตามด้วยแป้งฝุ่นที่มีความบางเบาเพื่อช่วยลดการอุดตัน
      • ครีมกันแดดและเครื่องสำอางที่ไม่มีส่วนประกอบของน้ำหอมหรือสารระคายเคืองผิวเพื่อช่วยลดการเกิดสิวและการอุดตัน
      • ควรหลีกเลี่ยงแสงแดด แต่หากมีความจำเป็นต้องออกแดดควรทาครีมกันแดด และควรเลือกครีมกันแดดจากธรรมชาติ อันประกอบด้วยสาร Titanium dioxide หรือ Zinc oxide ที่ไม่เป็นอันตรายต่อผิว
      การกำจัดสิวหิน หรือ สิวเม็ดข้าวสารออกจากผิวนั้น บางวิธีก็เป็นการกำจัดสิวได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น ไม่นานสิวก็จะกลับมาขึ้นใหม่อีก ดังนั้นทางที่ดีเพื่อเป็นการป้องกันรักษาในระยะยาวเพื่อไม่ให้เกิดสิวเม็ดข้าวสารขึ้นอีก ควรหมั่นดูแลความสะอาดบนใบหน้า ไม่ให้ผิวมันและมีสิ่งตกค้าง ตลอดจนเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่เหมาะกับผิว รบกวนผิวให้น้อยที่สุด และดูแลผิวตามคำแนะนำด้านบนกันนะค่ะ

      10 สูตรวิธีรักษาสิวและทำให้หน้าใส ด้วยขมิ้นชัน

      05:24 Add Comment
      สำหรับใครที่กำลังมองหาสูตร วิธีรักษาสิวแบบธรรมชาติ หรือวิธีทำให้หน้าใสแบบธรรมชาติ…อย่าได้พลาดค่ะ วันนี้เราได้รวบรวมสูตรวิธีมากมายเกี่ยวกับการรักษาสิวด้วยขมิ้น รวมถึงสูตรหน้าใสด้วยขมิ้นมาฝากค่ะ ซึ่งเป็นสูตร เป็นภูมิปัญญาของคนสมัยแต่ก่อน สำหรับสาวๆ แล้วการใช้ขมิ้นทาผิวหน้าจะทำให้ผิวหน้านุ่มนวล คนมาเลเซียและคนไทยสมัยก่อนจะใช้ขมิ้นในการอาบน้ำ ทำให้ผิวผ่องยิ่งขึ้น วิธีการอาบน้ำด้วยขมิ้นนั้น จะทาขมิ้นหมักไว้ที่ผิวหนังสักพัก แล้วจึงขัดออกด้วยส้มมะขามเปียก นอกจากทำให้ผิวหนังนุ่มนวลแล้ว ขมิ้นยังมีสรรพคุณในการป้องกันการงอกของขน ผู้หญิงอินเดียจึงใช้ขมิ้นทาผิวหนัง เพื่อป้องกันไม่ให้ขนงอก คนพม่าเชื่อว่าถ้าใช้ขมิ้นผสมสมุนไพร ที่ชื่อทาคาน่า ทาผิวเด็กสาวตั้งแต่ยังเล็กๆ จะทำให้เนื้อผิวละเอียดสวยชนิดที่หนุ่มมองได้ไม่วางตาเชียวละค่ะ 


      มารู้จัก ”ขมิ้น” กันเถอะ
      ขมิ้นชัน” เป็นพืชสมุนไพร และประโยชน์ของขมิ้นชันกับผิวนั้นไม่ได้แค่ต่อต้านหรือลดการอักเสบหรือรักษาสิวเท่านั้น แต่ยังใช้ทาผิวที่มีผดผื่นคัน ผงขมิ้นใช้ทาตัวเพื่อให้มีสีผิวกระจ่างขึ้นด้วยเมื่อใช้เป็นประจำและช่วยฆ่าเชื้อ ที่ทำให้เกิดโรคผิวหนังบางชนิดยังช่วยบำรุงให้สีผิวกระจ่างขึ้นด้วยเมื่อใช้เป็นประจำ ขมิ้นชันได้รับการยอมรับว่าช่วยลดการอักเสบและลดการระคายเคืองเมื่อนำมาใช้กับผิว อย่างที่รู้กันว่าสิวนั้นเกิดจากแบคทีเรีย P.acne ที่ทำให้เกิดการอักเสบหรือบวมแดงที่เราเห็น ซึ่งก็ได้มีการวิจัยว่าขมิ้นชันสามารถหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียตัวนี้ได้และสามารถผสมใช้ร่วมกับNeem oil, Tea Tree oil เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น ยังมีการวิจัยอื่นที่บอกอีกว่าขมิ้นชันช่วยปรับสภาพผิวเพื่อให้ผิวดูอ่อนเยาว์ขึ้น ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น ทำให้ไม่แปลกใจเลยที่มีการผสมขมิ้นชันในเครื่องสำอางที่ขายตามท้องตลาดมากมาย


      สูตรวิธีรักษาสิวและทำให้หน้าใส

      1 สูตรขมิ้นสด + ดินสอพอง + น้ำมะนาว
      สูตรนี้ช่วยบำรุง: ผิวหน้าให้ผุดผ่องสดใสอ่อนวัย และช่วยให้สิวยุบเร็ว

      ส่วนผสม
      ขมิ้นสด (เล็กน้อย)
      ดินสอพอง 2-3 เม็ด
      มะนาว 1 ผล
      วิธีทำ
      นำขมิ้นสดมาล้างน้ำให้สะอาดหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ปั่นรวมกับดินสอพองและมะนาว จนละเอียดรวมเป็นเนื้อเดียวกัน จะได้เนื้อครีมข้นและเหนียวใช้สำหรับนำมาพอกกับหน้าที่สะอาดแล้วก่อนเข้านอน โดยพอกทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที จึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะรู้สึกผิวหน้าสดชื่นและเต่งตึงขึ้นด้วย ทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 3 - 4 ครั้งภายในเวลาไม่ถึงเดือนจะสังเกตเห็นว่าผิวหน้าดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงจนสามารถสังเกตได้มะนาว จะทำให้ผิวนวลเนียนขึ้นสามารถสัมผัสได้ และเมื่อผสมรวมกันกับผักแว่น ก็จะยิ่งทำให้ผิวหน้าดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด


      2 สูตรดินสอพองผสมน้ำมะนาว หรือน้ำมะขามเปียก
      สูตรนี้ช่วยบำรุง: เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวมัน รูขุมขนกว้าง และมีสิวเสี้ยน สูตรนี้สามารถเปลี่ยนจากน้ำมะนาวมาเป็นน้ำมะขามเปียกก็ได้ค่ะ
      ผลที่ได้ : จะช่วยให้ผิวหน้าเนียนนุ่มขึ้น รูขุมขนกระชับ และความมันลดลง ให้ผลเร็ว 1-3 วันเห็นผลแน่นอน สิวแห้ง ยุบลง

      ส่วนผสม
      ดินสอพองสะตุ 3 - 4 เม็ดใหญ่
      น้ำมะนาว 2 ช้อนชา
      วิธีทำ
      นำดินสอพองสะตุมาบดละเอียดด้วยภาชนะที่สะอาด ผสมน้ำมะนาวลงไป คนให้เข้ากัน (มันจะกลายเป็นครีมข้นๆ)
      ดินสอพองจะพองตัวขึ้นและมีฟองอากาศ นั่นเพราะดินสอพองกำลังทำปฏิกิริยากับกรดในน้ำมะนาวนั่นเอง
      จากนั้นทาครีมดินสอพองจนทั่วใบหน้ายกเว้นรอบดวงตา หรือจะแต้มเฉพาะตรงที่หัวสิวก็ได้ค่ะ ทิ้งไว้ 15 - 20 นาทีหรือจะทาก่อนนอนทิ้งไว้จนเช้าก็ได้
      วิธีล้าง
      ให้ล้างด้วยน้ำอุ่น แล้วใช้ผ้าเช็ดเบา ๆ บริเวณที่มีสิวเสี้ยน
      จากนั้นล้างอีกครั้งด้วยน้ำเย็นเพื่อกระชับรูขุมขน
      ทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 1 - 2 ครั้ง


      3 สูตรผงขมิ้นผสมกับน้ำมะนาว
      สูตรนี้ช่วยบำรุง: ก็เป็นอีกสูตรที่ใช้กันเยอะ โดยเฉพาะคนที่เป็นสิวเยอะมากบนใบหน้า พอลองใช้สูตรนี้แล้วพบว่า ช่วยลดอาการบวมแดงจากสิว สิวยุบเร็ว สิวและรอยสิวลดลง และหน้าเนียนขึ้นด้วย

      วิธีทำ
      ผสมผงขมิ้นชันกับน้ำมะนาว หรือถ้าอยากให้ข้นสามารถผสมกับน้ำมันต่างๆได้และแต้มที่สิวก่อนนอน หรือจะพอกทั่วทั้งใบหน้าก็ได้ ถ้าหากคุณเป็นสิวบนใบหน้าเยอะมาก โดยไม่ต้องล้างออก ทิ้งไว้อย่างน้อยครึ่งชั่วโมง หรือจนคุณทนไม่ได้เพราะเมื่อพอกแล้วมันจะรู้สึกแสบหน้าค่ะ แต่ถ้าทิ้งข้ามคืนได้จะดีมากกกค่ะ


      4 สูตรผงขมิ้นผสมกับน้ำนม หรือน้ำผึ้ง
      สูตรนี้ช่วยบำรุง: ช่วยให้สิวยุบเร็วและช่วยบำรุงผิวหน้าให้ผุดผ่องสดใสอ่อนวัย
      ผลที่ได้ : ช่วยให้สิ้วเสี้ยนหลุด สมานผิวและรูขุมขนกระชับขึ้น ช่วยรักษาแผลที่เกิดจากสิวอักเสบ ไม่ให้เกิดเป็นแผลเป็น ทำให้ผิวหน้าเนียนนุ่ม

      วิธีทำ
      ครีมขัดและพอกหน้า นำขมิ้นผงผสมกับน้ำนม หรือน้ำผึ้ง จากนั้นล้างหน้า ให้สะอาดแล้วนำขมิ้นที่เตรียมไว้ขัดใบหน้าเบา ๆ จนทั่วพอกไว้อย่างนั้นประมาณ 5 นาที ล้างออกได้ด้วยน้ำอุ่น ๆ

      หรืออีกวิธี คือ ใช้เหง้าขมิ้นสดมาหั่นบาง ๆ แล้วตากแห้ง นำมาบดเป็นผงให้ละเอียดผสมกับน้ำนมทาตัวเอาไว้ก่อนจะอาบน้ำทิ้งไว้ 10 - 20 นาที เป็นอย่างน้อย แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด หรือตามด้วยการอาบน้ำชำระร่างกาย ผลที่ได้รับคือ ช่วยให้ผิวนุ่มนวลเนียน แก้โรคผดผื่นคัน หรือจุดด่างดำบนร่างกายให้หายไป


      5 สูตรขมิ้นชันสด
      สูตรนี้ช่วยบำรุง: สำหรับคนที่ใช้ขมิ้นผงแล้วแพ้ เปลี่ยนมาใช้แบบสดดีกว่าค่ะ (เพราะเคยมีคนที่เกิดอาการแพ้ขมิ้นผง พอเปลี่ยนมาใช้แบบสดก็สามารถใช้ได้ไม่เกิดอาการแพ้ค่ะ)
      ผลที่ได้ : ผิวเนียนขึ้น สิวอุดตัน สิวอักเสบ หายหมดค่ะ

      วิธีใช้
      - นำขมิ้นชันสดมาปลอกเปลือก แล้วนำไปปั่นแล้วเอาไปใส่กระปุกแช่ตู้เย็นไว้ค่ะ พอครบ 1 อาทิตย์ ก็ทำใหม่ค่ะ
      - ใช้คอตต้อนบัด จิ้มๆ น้ำแล้วนำมาทาหน้า ก่อนล้างหน้า 10-15 นาที
      - ควรใช้ตอนเย็น เพราะหน้าจะเหลือง ต้องล้างประมาณ 2 ครั้งถึงจะออกค่ะ 


      6 สูตรน้ำผึ้ง
      น้ำผึ้ง” มีสรรพคุณลดการอักเสบ และติดเชื้ออยู่ด้วย และเร่งการสร้างเนื้อเยื่อใหม่น้ำผึ้งจึงใช้สมานบาดแผลชนิดต่างๆ
      สูตรนี้ช่วยบำรุง: สูตรน้ำผึ้งนี้เหมาะสำหรับคนผิวแห้ง แพ้ง่าย มะนาวอาจจะทำให้เกิดความระคายเคืองและแห้งมากขึ้น สูตรนี้จึงใช้น้ำผึ้งที่มีคุณสมบัติสมานผิวเข้ามาแทนที่ และยังเพิ่มความชุ่มชื้นด้วยน้ำมันงา

      ส่วนผสม 
      ดินสอพองสะตุ 3 - 4 เม็ดใหญ่
      น้ำผึ้ง 2 ช้อนชา
      น้ำเปล่า 1/2 ช้อนชา
      น้ำมันงา 1/2 ช้อนชา
      วิธีทำ
      นำดินสอพองสะตุมาบดละเอียด ผสมน้ำผึ้งและน้ำมันงา (หรือน้ำมันมะกอกก็ได้) คนให้เข้ากัน
      น้ำมาพอกให้ทั่วใบหน้ายกเว้นรอบดวงตา
      ทิ้งไว้ 15 - 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
      หลังล้างหน้าจะมีความมันของน้ำมันงาหลงเหลืออยู่บ้าง
      หากไม่ชอบให้ล้างด้วยน้ำอุ่นแล้วตามด้วยน้ำเย็น


      7 สูตรน้ำนมขมิ้น
      สูตรนี้ช่วยบำรุง: น้ำนมมีคุณสมบัติช่วยให้ผิวเนียนนุ่ม ชุ่มชื่น และบวกกับขมิ้นที่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย แก้ผดผื่นคัน และบำรุงผิวให้เปล่งปลั่งด้วย สูตรนี้เหมาะกับทุกสภาพผิว

      ส่วนผสม
      ดินสอพองสะตุ 4 - 5 เม็ดใหญ่
      นมสด 2 ช้อนชา
      น้ำขมิ้น 1 ช้อนชา
      วิธีทำน้ำขมิ้น
      นำหัวขมิ้นมาล้างน้ำให้สะอาด หั่นเป็นแว่นแล้วตำจนแหลก
      ผสมน้ำเล็กน้อย กรองเอาน้ำด้วยผ้าขาวบาง
      วิธีทำ
      บดดินสอพองสะตุจนละเอียด แล้วคนส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน พอกหน้าทิ้งไว้ 15 - 20 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด


      8 สูตรขมิ้นแห้ง 25 กรัม + ว่านนางคำ 200 กรัม + ไพล 50 กรัม + ดินสอพอง 1000 กรัม
      ส่วนผสม
      นำขมิ้นแห้ง 25 กรัม + ว่านนางคำ 200 กรัม + ไพล 50 กรัม + ดินสอพอง 1000 กรัม
      วิธีทำ
      นำมาบดผสมกัน ใช้พอกหน้า และตัวเพื่อบำรุงผิวได้ (ถ้าผิวมันใช้ผสมกับน้ำมะกรูดเผาไฟ ถ้าผิวแห้ง ใช้ผสมกับน้ำผึ้ง หรือ นมสด) ควรพอกประมาณ 5 - 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ตามด้วยน้ำเย็น สลับกัน


      9 สูตรดินสอพอง ผสมกับขมิ้น
      ขมิ้น มีสรรพคุณ ฆ่าเชื้อโรคอ่อน ๆ มันก็สามารถบรรเทาอาการสิวคุณได้

      วิธีทำ
       นำดินสอพองมาผสมกับผงขมิ้น คนให้เข้ากัน แล้วนำมาแต้มที่หัวสิว แต่ถ้าจะเอามาพอกหน้า ควร ลด ขมิ้นผงลง เพราะคุณอาจจะกลายเป็น ดีซ่านได้


      10 ดินสอพอง ผสมกับไพล
      ไพล เป็น ญาติกับ ขมิ้น แต่ไพล มีสีเหลืองนวล อ่อนกว่า ขมิ้น
      มีสรรพคุณช่วย บำรุงผิว ลดอาการระคายเคือง วิธีทำ นำดินสอพองมาผสมกับไพล คนให้เข้ากัน แล้วนำมาแต้มที่หัวสิว

      วิธีทำ
      นำดินสอพองมาผสมกับไพล คนให้เข้ากัน แล้วนำมาแต้มที่หัวสิว หรือนำไปพอกหน้าก็ได้

      หวังว่าบทความนี้ คงจะเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย สำหรับผู้ที่กำลังประสบกับปัญหาสิว และมองหาวิธีรักษาสิวแบบธรรมชาตินะค่ะ 

      เรียบเรียงข้อมูลโดย : acnecaresite.blogspot.com
      ขอขอบคุณข้อมูลเพิ่มเตอมจาก : info.muslimthaipost.com
      ขอขอบคุณภาพจาก : thaihealth.or.th

      ล้างหน้าให้ถูกวิธี เพื่อใบหน้าสะอาดใสไร้สิว

      06:57
      เชื่อไหมว่า การล้างหน้าอย่างถูกวิธีช่วยรักษาและป้องกันการเกิดสิวได้ เพื่อนๆ ที่อยากมีใบหน้าขาวใส ไร้ปัญหาเรื่องสิว ควรให้ความสำคัญกับการล้างหน้าด้วย หลายคนอาจเคยสงสัยว่า ในแต่ละวันควรจะล้างหน้ากี่รอบ? รอบละกี่ครั้ง? ควรล้างแบบไหนถูแบบไหน?  ล้างด้วยสบู่ เจล หรือโฟมล้างหน้าแบบไหนจะดี?  อ่านบทความนี้ท่านจะได้คำตอบแน่นอน...

      ล้างหน้าอย่างถูกวิธี

      ทำความสะอาดใบหน้าบ่อยแค่ไหนดี?
      การล้างหน้าเพียงวันละ 2 ครั้งก็เพียงพอแล้ว คือเวลาตื่นนอนตอนเช้า 1ครั้ง และอาบน้ำตอนเย็น 1ครั้ง เราไม่ควรล้างหน้าบ่อยครั้งเกินไป เพราะจะทำให้ผิวแห้ง ลอกได้ นอกซะจากกรณีที่ผิวของเพื่อนๆ สกปรกจริงๆ โดยเฉพาะหลังทำกิจกรรมที่ร้อน และมีเหงื่อออกมาก เช่น หลังเล่นกีฬา ทำงานบ้าน ทำสวน ทำไร่ ปลูกต้นไม้ หรือคุมงานก่อสร้าง ซ่อมแซมบ้าน เป็นต้น ก็เพิ่มการล้างหน้ารอบพิเศษอีกสักครั้งได้

      วิธีล้างหน้า
      • ไม่ควรใช้น้ำอุ่น หรือน้ำร้อนล้างหน้า เพราะมันจะทำให้ผิวแห้ง และกระตุ้นให้ผิวเหี่ยวเร็วขึ้น 
      • ให้ล้างหน้าด้วยสบู่อ่อน ลูบไล้อย่างเบาๆ มือ โดยล้างหน้าตั้งแต่คางไปจรดแนวไรผมที่หน้าผาก อย่าขัดถูใบหน้าแบบแรงๆ
      • หลังฟอกสบู่ต้องล้างสบู่ออกให้หมดด้วยน้ำสะอาด จากนั้นซับหน้าให้แห้งด้วยผ้าเช็ดหน้าหรือผ้าขนหนู ซับหน้าเบาๆ ไม่ควรเช็ดหน้าหรือถูซับใบหน้าแรงๆ เดี๋ยวผิวจะหยาบกร้านเอานะ 
      • เพียงเท่านี้ก็เพียงพอสำหรับการดูแลทำความสะอาดใบหน้าในแต่ละวัน 
      ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการทำความสะอาดใบหน้า
      หลายคนคิดว่าแค่สบู่หรือน้ำเปล่าล้างหน้านั้นไม่จะพอหรือ? คำตอบคือ เพียงพอแล้ว ก็เพราะมีความเชื่อกันว่าสิ่งสกปรกทำให้เกิดสิว จึงทำให้ผู้ที่เป็นสิวหลายคนล้างหน้าบ่อยครั้งเกินไป แถมยังใช้สบู่ที่แรงหรือโฬมชนิดเข้มข้นหรือสบู่ยา ส่งผลให้ใบหน้าอักเสบ ระคายเคือง และสิวกำเริบขึ้น (เคยสังเกตไหมว่าทำไมเรายิ่งล้างหน้า ใบหน้ายิ่งอักเสบ สิวก็ไม่ลด) บางคนหลังล้างหน้า ก็ยังตบท้ายด้วยการใช้สำลีชุบโลชั่นที่มีแอลกอฮอล์ผสม หรือคลีนเซอร์ หรือเอ็กซเทอร์นอลเช็ดหน้า เช็ดที่ไรก็จะได้คราบสีดำติดสำลีมาด้วยทุกครั้ง แล้วเข้าใจว่าสิ่งนั้นคือสิ่งสกปรกตัวการทำให้เป็นสิว ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด ต่อให้เรามีใบหน้าสะอาดเพียงใด หากใช้โลชั่นที่มีแอลกอฮอล์ผสมเช็ดหน้าย่อมได้คราบดำติดมาด้วยเสมอทุกคน ที่จริงแล้วคราบดำนั้นเป็นผิวหนังชั้นขี้ไคลส่วนที่ตายและพร้อมจะหลุดลอกออกโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ซึ่งชั้นขี้ไคลก็คือชั้นหนังกำพร้าที่เกาะติดอยู่บนผิวหนังชั้นบนควบคู่ไปกับชั้นน้ำมันเคลือบผิว ทั้งขี้ไคล ทั้งน้ำมันไม่ใช่สิ่งสกปรก หากแต่เป็นเกราะที่คอยคุ้มครองปกป้องผิวหน้าจากฝุ่นละออง เชื้อโรค และสารเคมีไม่ให้ซึมผ่านลงไปทำร้ายผิว ดังนั้นหากขาดชั้นน้ำมัน ชั้นขี้ไคล ผิวหน้าของคุณก็ดั่งปราศจากเกราะ ขาดภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ เราจะพบว่าคนที่ล้างหน้าบ่อยๆ ใช้น้ำยา ใช้โทนเนอร์เช็ดหน้ามักจะมีปัญหาผิวแห้ง ผิวแพ้ง่าย อักเสบง่าย ระคายเคืองง่าย กลายเป็นผิวบอบบาง โดนอะไรนิดหน่อยก็แพ้เป็นผื่น วิธีแก้ผิวแพ้ง่าย ก็เพียง “ยุ่งกับผิวให้น้อยที่สุด” แล้วจะหายเอง

      โดยสรุปแล้ว ให้ล้างหน้าด้วยสบู่อ่อน หรือสบู่เจลใสของเด็กก็ได้ ลูบไล้อย่างเบาๆ มือให้ทั่วหน้า ล้างออกด้วยน้ำสะอาด เช็ดหรือซับหน้าเบาๆ มือด้วยผ้าขนหนูให้แห้ง ไม่ควรเช็ดหน้าแรงๆ
      โดยธรรมชาติ ผิวหนังกำพร้าของคนเราจะหลุดลอกออกมาเองทุกวัน ก็จะพาเอาแป้ง เอาฝุ่นให้หลุดลอกออกมาด้วย ไม่ต้องออกแรงถูเพราะเป็นการไปทำร้ายผิว และไม่จำเป็นก็ไม่ควรใช้คลีนเซอร์ โทนเนอร์ หรือชุดล้างหน้า (ยกเว้นบางรายที่มีสภาพผิวมันมาก สามารถใช้ได้แต่ก็ควรเลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสม)  เพราะถึงจะใช้ชุดล้างหน้าสุดหรูชุดละหลายพันบาทหรือใช้แค่สบู่เหลวของเด็กขวดละ 60 บาท หน้าก็สะอาดใสได้เท่ากัน

      เห็นไหมละค่ะว่า หากเราล้างหน้าให้ถูกวิธี ช่วยรักษาสิว ป้องกันสิว ช่วยให้ใบหน้าเราสวยใสได้ด้วย

      วิธีรักษาสิวและป้องกันง่ายๆ ได้ผลแน่นอน

      22:00
      เรื่องสิว…สิว นับได้ว่าเป็นปัญหาใหญ่ของใครหลายคน ทั้งสิวเสี้ยน สิวผด สิวอักเสบ สิวหัวช้าง มีทั้งสิวเม็ดเล็ก เม็ดใหญ่ ที่มักขึ้นมากเป็นพิเศษโดยเฉพาะบริเวณของ ใบหน้า แล้วก็ลามมาคอ และหลัง จนอาจทำให้เกิดแผลเป็น และแผลอักเสบได้ แต่ต่อไปนี้ คุณไม่ต้อง กังวลใจกับปัญหาเหล่านี้อีกแล้ว เพราะเรามีวิธีรักษาสิว และวิธีป้องกันการเกิดสิวมาฝากค่ะ เป็นมีวิธีดูแล รักษาผิวพรรณ ทั้งยามก่อนและ หลังเป็นสิว มาให้ทำกันตั้งหลายวิธี ถ้าพร้อมแล้วมาดูคำแนะนำจากเรากันเลย...

      ทำไมต้องเป็นสิวด้วยล่ะ?
      ตอบได้ว่า สิว (Acne) ก็เป็นโรคผิวหนังอีกชนิดหนึ่ง ลักษณะเป็นตุ่มเล็กๆ เป็นหนองด้วย พบมากที่ใบหน้ามากกว่าที่อื่น เกิดได้กับคนทุกวัย แต่มักเป็นมากที่สุดกับวัยรุ่น อายุระหว่าง 12-24 ปี ซึ่งโดยปกติแล้ว พออายุย่างเข้าเลขสาม สิวก็มักจะค่อยๆ หายไปเอง ยกเว้น ในบางช่วง ที่ระดับฮอร์โมน ผันแปร เช่น ช่วงก่อนมีประจำเดือน ก็อาจมีมาให้เห็นบ้างประปราย ไม่ใช่เรื่องใหญ่เรื่องโตอะไร

      แต่ถ้าใครเป็นสิว แล้วไม่หายสักที สันนิษฐาน ไว้ก่อนได้เลยว่า อาจเป็นเพราะกรรมพันธุ์ อันนี้รักษาเองไม่มีทางหายแน่ ควรรีบไปปรึกษา คุณหมอวิเคราะห์เจาะลึกกัน ไปเลยว่าใช้ยาอะไรดี ถ้านอกเหนือจากกรณีนี้ ทดลองวิธีป้องกันและรักษาสิว คงมีสักข้อที่เหมาะกับคุณ


      แนวทางปฏิบัติสำหรับ “ป้องกัน และ รักษา"สิว"

      1. หยุดเอามือสัมผัสหน้า หรือเท้าคางเวลาคิด เพราะมือของเราเต็มไปด้วยแบคทีเรีย ซึ่งจะทำให้สิวเห่อได้ และอย่าบีบ แกะ เกาสิว จะทำให้เกิดรอยแผลเป็น รอยดำจากสิว รอยนูน หรือ รอยหลุมจากสิวขึ้นบนหน้าได้ ดังนั้น ถ้าไม่อยากมีรอยแผลเป็นเอาไว้เตือนใจละก็ ดูแต่ตา (มืออย่าต้อง) เป็นดีที่สุดจร้าๆ

      2. ดูแลรักษาความสะอาดให้ถูกวิธี
      2.1 ผลิตภัณฑ์ล้างหน้า เช่น สบู่ เจล โฟม ควรเลือกให้เหมาะกับสภาพผิวมัน และมีตัวยาป้องกันการเกิดสิว

      2.2 ล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง คือ เช้าและเย็น ด้วยสบู่หรือคลีนเซอร์อย่างอ่อนที่ไม่ระคายเคือง แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ซับเบาๆด้วยผ้าขนหนู จำไว้ว่าไม่ควรล้างหน้าบ่อยๆ เพราะจะทำให้ผิวหน้าสูญเสียความชุ่มชื่น โดยไม่ได้ช่วยป้องกันสิวแต่อย่างใด

      2.3 เมื่อใช้คลีนเซอร์ล้างหน้า ต้องล้างออกให้หมดจด อย่าให้มีคราบตกค้าง ที่สำคัญ คือต้องล้างให้ขึ้นไปตีนผม เพื่อล้างน้ำมันและคราบสกปรก ที่อาจจะเป็นตัวก่อสิวออกไป สำหรับคนที่มีผมมัน ควรสระผมทุกวัน

      2.4 ล้างหน้าทุกครั้ง หลังทำกิจกรรมที่มีเหงื่อออกมาก แต่เน้นว่า “ล้างด้วยน้ำเปล่าเท่านั้น”

      2.5 งดใช้ผลิตภัณฑ์จำพวกขัด-ถู ทั้งหลายให้หมด รวมทั้งสบู่ที่ค่อนข้างแรง เพราะนอกจากไม่ช่วยให้สิวหาย ยังอาจทำให้ระคายเคืองหรือติดเชื้อมากขึ้นกว่าเดิม

      2.6 หน้ามันมาก อาจต้องใช้โลชั่นเช็ดหน้า หรือใช้ยารับประทานกลุ่ม Retionoids หรือ ยาคุมกำเนิดกลุ่ม Dian-35 เพื่อลดหน้ามัน

      3. "โกนหนวด" ให้ปลอดภัย
      การโกนหนวด ก็มีผลกับสิวเหมือนกัน เพราะเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่สร้างความระคายเคืองให้กับผิว
      วิธีการโกนหนวดที่ถูกต้องและปลอดภัย คือ ให้เลือกที่โกนหนวด ที่เหมาะมือ (จะได้ไม่พลาดพลั้งเวลาโกน) ใบมีดคม (ทำให้โกนง่าย) และใช้สบู่และน้ำ ทำความสะอาดหนวดเสีย ก่อน แล้วจึงค่อยชโลมครีม โกนหนวดลงไป จะทำให้เส้นขนนุ่มและโกนง่ายขึ้น

      4. ไม่ควรอาบแดด
      หลายคนเข้าใจผิดว่า อาบแดด ช่วยให้สิวยุบ จริงๆแล้วไม่เกี่ยว กันเลย แต่ที่เราเห็นเป็นอย่างนั้น เพราะสีผิวที่คล้ำขึ้น ทำให้มองเห็นเม็ดสิว ไม่ชัด และแสงแดดทำให้ผิวแห้งขึ้นเท่านั้น ซึ่งถ้าจะพูดถึงผลระยะยาว การอาบแดดมีแต่ภัยร้ายทั้งนั้น ทำให้ผิวเหี่ยวย่นก่อนวัย แถมยังอาจ มีมะเร็งผิวหนังเป็นของแถม และสำหรับคนที่ทายาแก้สิว การถูกแสงแดด แรงๆ จะทำให้ผิวไหม้เสียด้วย

      5. เลือกเครื่องสำอางที่เหมาะสม
      - เลือกครีมกันแดด SPF ประมาณ 15 เพื่อป้องกันความมันของเนื้อครีม
       
      - ครีมบำรุง เลือกที่ไม่มีส่วนผสมของ น้ำมัน และไม่ควรมัน ไม่มีฮอร์โมนผสมในครีมบำรุง 

      - ช่วงที่รักษาสิว ถ้าจะให้ได้ผลดี ให้เปลี่ยนมาใช้เครื่องสำอาง ประเภทปราศจากน้ำมัน (oil-free) ไม่ว่าจะเป็นรองพื้น, บรัชออน, อายแชว์โดว์ หรือมอยส์เจอร์ไรเซอร์ 

      - อย่าตื่นตกใจ ถ้าช่วง 2-3 สัปดาห์แรกของการรักษาสิว อาจจะทารองพื้นยากไปสักนิด เพราะตัวยาบางประเภท เช่น topical tretinoin หรือ benzoyl poroxide ทำให้ผิวแดง หรือเป็นสะเก็ด แต่ไม่นานอาการนี้จะหายไปเอง 

      - งดใช้ผลิตภัณฑ์ใส่ผมหรือจัดแต่งทรงผมสักระยะ เพราะสารในผลิตภัณฑ์เหล่านี้ มักตกค้างอยู่ ที่รากผม ให้เกิดสิว หรือก่อให้เกิดการระคายเคืองเพิ่มขึ้น

      -เลือกใช้เครื่อง สำอางที่มีป้ายระบุบอกว่า noncomedogenic (ไม่ก่อให้เกิดสิว) 

      - ครีมแก้แพ้ หรือ สบู่ล้างหน้าสำหรับผิวแพ้ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผิวแพ้ง่าย (Sensitive skin)

      6. ทำความสะอาดรูขุมขนด้วยสมุนไพร
      ทำความสะอาดรูขุมขนอาทิตย์ละ 1 ครั้ง ด้วยไอน้ำจากสมุนไพร ธรรมชาติ
      ส่วนผสม
      -ใบไธม์แห้ง (thyme-เป็นเครื่องเทศชนิดหนึ่ง) 2 ช้อนโต๊ะ
      - ลาเวนเดอร์ 2 ช้อนโต๊ะ
      - น้ำร้อน 1 ชามอ่าง
      วิธีการทำ ง่ายๆ แค่นำส่วนผสมใส่รวมกันในชามอ่าง แล้วใช้ผ้าขนหนู คลุม ศรีษะไว้เหนือชามอ่าง เพื่อให้ใบหน้าได้รับ ไอน้ำจากสมุนไพร ทั้งสองชนิด ประมาณ 10 นาที
      หมายเหตุ : ระวังอย่าเอาหน้าเข้าไปใกล้เกินไป ผิวอาจจะเกิดอาการแสบ เพราะความร้อน : สมุนไพรทั้งสองชนิด มีคุณสมบัติในการปกป้อง ผิวจากเชื้อจุลินทรีย์ และช่วยไม่ให้เกิดการติดเชื้อ

      7. ออกกำลังกาย
      ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพราะการออกกำลังกายช่วยทำให้เลือดหมุนเวียนดี มีออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆได้เต็มที่ และจะช่วยให้คุณมีผิวที่สวยงามขึ้นด้วย ควรให้เวลาที่เพียงพอสำหรับการออกกำลังกาย อย่างน้อย 3 ครั้ง /สัปดาห์

      8. กินเพื่อสุขภาพ
      - งดอาหารที่ทำให้เกิดสิวง่าย เช่น อาหารมัน อาหารรสจัด ทุเรียน ขนมหวาน ไอศครีม เป็นต้น ก็เพราะว่า เรากินอะไรก็ได้อย่างนั้น ดังนั้นกินไขมันหน้ายิ่งมัน ทนได้ก็กินไปค่ะ

      - ควรรับประทานผักและผลไม้จำพวกถั่วและเมล็ดธัญพืชในอาหารประจำวันของคุณ เพราะประกอบไปด้วยแร่ธาตุและวิตามินมากมายที่ช่วยในการบำรุงผิวพรรณของคุณให้สวยเปล่งปลั่ง

      9. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
      พักผ่อนให้เพียงพอ  เพราะขณะที่นอนหลับ เซลล์ผิวหนังจะฟื้นฟูสภาพตัวเองที่เหน็ดเหนื่อยมาตลอดทั้งวัน ลองเข้านอนให้เร็วขึ้นกว่าปกติ 1-2 ชั่วโมง หน้าตาจะสดใสขึ้นค่ะ

      10. จัดการความเครียด
      สาเหตุของการเป็นสิวที่พบบ่อยคือความเครียด ดังนั้นควรหาวิธีผ่อนคลาย เพราะจะช่วยให้การไหลเวียนของเลือดและน้ำเหลือง รวมทั้งการทำงานของเม็ดเลือดขาวในร่างกายดีขึ้น

      11. ทำดีท็อกซ์
      การเป็นสิวย่อมแสดงว่าร่างกายในช่วงนั้นมีท็อกซินหรือพิษสะสมในร่างกาย การทำดีท็อกซ์จะช่วย
      ขจัดสารพิษในร่างกายได้

      *** เห็นไหมล่ะค่ะว่า วิธีรักษาสิวและป้องกันการเกิดสิวที่นำมาแนะนำนี้ไม่ได้ยุ่งยากเลย เป็นเพียงการสร้างสุขลักษณะนิสัยที่ดีเบื้องต้นในการดูแลตัวเองในชีวิตประจำวันแบบง่ายๆ เท่านั้นเอง ที่เราสามารถทำได้ทันที และเมื่อเราทำตามคำแนะนำนี้อย่างต่อเนื่อง นอกจากจะทำให้ใบหน้าและผิวพรรณสวยเนียน ดูดีขึ้นแล้ว ยังทำให้ร่างกายของเราแข็งแรงขึ้นอีกด้วย ที่เป็นการดูแลตนเองและแก้ปัญหาสิวที่ต้นเหตุอย่างแท้จริงค่ะ

      เรียบเรียงข้อมูลโดย : acnecaresite.blogspot.com

      วิธีรักษาสิวอย่างรวดเร็วในชั่วข้ามคืน ด้วยตนเอง

      18:00 Add Comment
      สิวเป็นปัญหาใหญ่สำหรับหลายๆคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับวัยรุ่นด้วยแล้ว สิวสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลา ที่มีทั้งสิวเสี้ยน สิวหัวดำ สิวหัวขาว สิวหัวช้าง หรือสิวเรื้อรัง ขยายลุกลามเหวอะหวะกลายเป็นรอยแผลเป็นที่น่าเกลียดขึ้นได้ หากปล่อยทิ้งไว้ไม่ยอมรักษา แต่จากนี้ไป ถ้าคุณมองตัวเองในกระจกและเห็นสิวบนใบหน้า คุณจะไม่ต้องกังวลอีกต่อไป!! ข่าวดีคือ มีหลายวิธีดีๆ และคุณสามารถทำได้ด้วยตัวเองเพื่อกำจัดสิว วันนี้เราจึงได้รวบรวมวิธีการรักษาสิวได้อย่างรวดเร็วในชั่วข้ามคืนมาฝากค่ะ เป็นเคล็ดลับดีๆ เพื่อช่วยให้คุณรักษาสิวทั้งหมดได้ในช่วงเวลาสั้น ๆ หรืออาจจะภายในช่วง 2-3 วัน ก็เป็นไปได้ ในบทความนี้จะมุ่งเน้นไปที่สองสิ่งที่สำคัญคือ เคล็ดวิธีการรักษาสิวด้วยตนเองและการดูแลผิวเบื้องต้นที่คุณควรปฏิบัติทุกวัน


      วิธีการกำจัดสิวแบบเร่งด่วน
      แต่เมื่อมีความจำเป็นที่คุณต้องการกำจัดสิวให้หายไปในเพียงชั่วข้ามคืน ลองใช้วิธีการต่อไปนี้เพื่อการกำจัดสิวได้อย่างรวดเร็ว

      1 ยาสีฟัน
      ในตัวยาสีฟันจะมีสารไทรโคลซาน (triclosan) มีคุณสมบัติเป็นสารยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของสิว โดยเริ่มจากล้างหน้าก่อนนอนและเช็ดให้แห้ง(เบาๆ) ใช้ยาสีฟันสีขาวแต้มที่สิว หลังจากนั้น 30 นาที จึงล้างออกด้วยน้ำอุ่นให้สะอาด
      ข้อแนะนำคือ ใช้เป็นแบบครีมตัวยาสีฟัน ไม่ควรใช้เป็นแบบเจลยาสีฟัน เพราะมักจะมีส่วนผสมอื่น ๆ ที่สามารถทำให้ผิวของคุณระคายเคืองได้

      2 แพ็คน้ำแข็ง
      โดยนำก้อนน้ำแข็งไปห่อในผ้าขนหนูนุ่ม แล้วนำไปวางบนสิวของคุณ มันจะช่วยลดการอักเสบบวมและอาการคันได้นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำแข็งในบริเวณอื่นๆของใบหน้าที่ไม่ได้เป็นสิว เพราะมันจะทำให้ผิวแห้ง

      3 น้ำมะนาว
      ใช้น้ำมะนาวแต้มที่สิวก่อนเข้านอน ในน้ำมะนาวประกอบด้วยวิตามินซี ซึ่งทำหน้าที่เป็นยาสมานแผล มันมีประสิทธิภาพช่วยในการทำให้สิวของคุณแห้ง นอกจากนี้ การดื่มน้ำมะนาวยังเป็นการทำดีท็อกซ์จะช่วยขจัดสารพิษที่สะสมในร่างกายด้วยนะค่ะ

      4 เบรคกิ้งโซดา
      เบรคกิ้งโซดา ก็คือ ผงฟูหรือโซเดียมไบคาร์บอเนตนั่นเอง ที่จะช่วยควบคุมระดับ pH ของผิว คุณสามารถใช้ผงฟูเพื่อผลัดผิวหน้าของคุณ โดยการนำผงฟูผสมกับน้ำ จากนั้นนำไปแต้มสิวบริเวณที่ติดเชื้อเท่านั้น และตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณไม่ได้ทิ้งไว้นานเกินไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณมีผิวที่บอบบาง โดยผงฟูมีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบและยังช่วยกำจัดรอยแผลเป็นจากสิวได้ด้วยนะค่ะ

      5 ใช้อบเชยผสมน้ำผึ้ง
      น้ำผึ้งเป็นยาประจำบ้านที่ดีในการรักษาสิว มันช่วยให้ผิวของคุณสามารถเก็บความชุ่มชื้นไว้ได้ น้ำผึ้งยังมีสารอาหารที่จำเป็นและช่วยในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของสิว โดยเรานำน้ำผึ้งแต้มที่สิวที่มีการติดเชื้อและทิ้งไว้ 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น หรืออีกวิธีคือ นำน้ำผึ้งมาผสมกับอบเชย จากนั้นพอกให้ทั่วหน้า ทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น หากกลัวเปื้อนที่นอนสามารถใช้ผ้าบางรองไว้บนหมอน

      6 มากส์หน้าด้วยไข่ขาว
      ล้างหน้าและเช็ดหน้าของคุณให้สะอาด จากนั้นตอกไข่และแยกไข่แดงออก เพื่อแยกเอาเฉพาะไข่ขาว จากนั้นทาไข่ขาวบาง ๆ บนใบหน้าที่สะอาดและปล่อยให้แห้งประมาณ 10 นาที ล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำเช่นนี้สัปดาห์ละครั้ง แล้วคุณจะเห็นถึงความแตกต่างว่า ผิวของคุณกระชับขึ้น


      เคล็ดลับอื่น ๆ เกี่ยวกับวิธีการกำจัดสิวชั่วข้ามคืน ที่ควรทำอย่างยิ่ง
      - หยุดเอามือสัมผัสหน้า หรือเท้าคางเวลาคิด เพราะมือของเราเต็มไปด้วยแบคทีเรีย ซึ่งจะทำให้สิวเห่อได้

      - สวมเสื้อผ้าที่สะอาด หนึ่งนี้ควรจะเป็นสามัญสำนึก ผ้าเช็ดหน้าปลอกหมอนและของคุณยังตกอยู่ภายใต้นี้ สิ่งเหล่านี้มักจะอยู่ในการติดต่อกับใบหน้าของคุณเพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขามักจะทำความสะอาด

      - ล้างหน้าให้สะอาด ล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง ด้วยสบู่อ่อนที่ไม่ระคายเคือง แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ซับเบาๆด้วยผ้าขนหนู จำไว้ว่าไม่ควรล้างหน้าบ่อยๆ เพราะจะทำให้ผิวหน้าสูญเสียความชุ่มชื่น โดยไม่ได้ช่วยป้องกันสิวแต่อย่างใด

      - ออกกำลังกายและกินเพื่อสุขภาพ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพราะการออกกำลังกายช่วยทำให้เลือดหมุนเวียนดี มีออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆได้เต็มที่ และจะช่วยให้คุณมีผิวที่สวยงามขึ้นด้วย ควรให้เวลาที่เพียงพอสำหรับการออกกำลังกาย อย่างน้อย 3 ครั้ง /สัปดาห์

      - กินเพื่อสุขภาพ การดูแลรักษาสุขภาพจะช่วยให้คุณมีผิวที่สวยงามขี้น ควรรับประทานผักและผลไม้จำพวกถั่วและเมล็ดธัญพืชในอาหารประจำวันของคุณ เพราะประกอบไปด้วยแร่ธาตุและวิตามินมากมายที่ช่วยในการบำรุงผิวพรรณของคุณให้สวยเปล่งปลั่ง

      - นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะขณะที่นอนหลับ เซลล์ผิวหนังจะฟื้นฟูสภาพตัวเองที่เหน็ดเหนื่อยมาตลอดทั้งวัน
      ลองเข้านอนให้เร็วขึ้นกว่าปกติ 1-2 ชั่วโมง หน้าตาจะสดใสขึ้นค่ะ

      - จัดการความเครียด สาเหตุของการเป็นสิวที่พบบ่อยคือความเครียด ดังนั้นควรหาวิธีผ่อนคลาย เพราะจะช่วยให้การไหลเวียนของเลือดและน้ำเหลือง รวมทั้งการทำงานของเม็ดเลือดขาวในร่างกายดีขึ้น

      - ทำดีท็อกซ์ การเป็นสิวย่อมแสดงว่าร่างกายในช่วงนั้นมีท็อกซินหรือพิษสะสมในร่างกาย การทำดีท็อกซ์จะช่วยขจัดสารพิษในร่างกายได้

      - ปรึกษาแพทย์ของคุณ ในบางกรณีการเกิดสิวอาจจะรุนแรง หากใช้วิธีรักษาสิวด้วยตนเอง แล้วพบว่า อาการไม่ดีขึ้นหรือเป็นมากขึ้น ทางออกที่ดีที่สุดคือไปพบแพทย์ทันที การรักษาอื่น ๆ อาจมีความจำเป็นเพื่อรักษาสิวบนใบหน้าของคุณ

      เรียบเรียงเนื้อหาโดย : acnecaresite.blogspot.com

      ครีมมะหาด โลชั่นมะหาดของแท้ ดูยังไง

      20:44
      ครีมมะหาด โลชั่นมะหาดผิวขาวมีการพูดถึงกันมาก คำถามคือ ครีมมะหาดดีจริงหรือ ผิวขาวได้จริงไหม และโลชั่นมะหาดของแท้ดูยังไง มีวิธีเลือกอย่างไร ปัจจุบันมีการขายครีมหรือโลชั่นมะหาดทั้งผ่านเน็ตหรือออนไลน์ ตามร้านค้า แผงลอยกันมาก มีการโฆษณาเกี่ยวกับครีมมะหาดผิวขาวมากมายหลากหลายยี่ห้อ ซึ่งอาจมีทั้งครีมมะหาดแท้ และครีมมะหาดปลอม (คือที่มีส่วนผสมของมะหาดเพียงน้อยนิดหรือไม่มีเลย) ดังนั้นวันนี้ เรามีข้อแนะนำการเลือกซื้อครีมหรือโลชั่นมะหาดของแท้มาฝาก เพื่อจะได้มีแนวทางในการเลือกครีมมะหาดให้ได้ของดีไปใช้ 

      เลือกซื้อครีมมะหาดของแท้ได้อย่างไร

      1. รายละเอียดผลิตภัณฑ์ครบถ้วน
      ผลิตภัณฑ์ต้องแสดงฉลากอย่างละเอียดและครบถ้วน ข้อมูลหรือรายละเอียดที่ต้องมีคือ ชื่อและชนิดของเครื่องสำอาง ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต วันเดือนปีที่ผลิต วิธีใช้ คำเตือน ประมาณสุทธิ ชื่อส่วนผสมสำคัญหรือสารประกอบต่างๆ ในโลชั่น (ซึ่งจะต้องแสดงจำนวนเปอร์เซ็นต์ของสารประกอบไว้ด้วยเสมอ) ข้อมูลเครื่องหมายทางการค้าที่จดทะเบียนถูกต้องหรือไม่ และเลขที่ใบรับแจ้งจาก อย. (ตัวเลข 10 หลัก) เป็นต้น หากผลิตภัณฑ์โลชั่นมะหาดที่ท่านกำลังจะซื้อแสดงรายละเอียดข้างต้นไม่ครบถ้วน ไม่ชัดเจน ควรหลีกเลี่ยงที่จะซื้อหามาใช้

      2. ความหน้าเชื่อถือของร้าน
      สำหรับหน้าร้านค้าที่ขายผ่านระบบออนไลน์นั้น เราอย่าหลงซื้อเพียงเพราะตัวเว็บแลดูสวยงาม หรือคำชักชวน โน้มนาว ว่าใช้แล้วดีอย่างโน้นอย่างนี้ เท่านั้น ต้องลองพูดคุยกับคนขาย, ดู feedback ประกอบว่าดีไหม มีลูกค้าเยอะไหมเพราะเป็นตัวการันตีอีกอย่างหนึ่งว่ามีคุณภาพ, ดูรีวิวลูกค้า, ดูการถามตอบกระทู้ในเว็บร้าน, ลองโพสกระทู้สอบถามตาม webbroad เป็นต้น ส่วนตัวครีมมะหาด ถ้าดูแค่รูปก็คงดูไม่ออก เพราะมันอยู่ในขวด ในระบบอินเทอร์เน็ตนั้น บางร้านก็ชอบคัดลอก (copy) รูปภาพของคนอื่นไปแอบอ้างว่าเป็นของตัวเอง แต่สินค้าที่ส่งให้ลูกค้าจริงๆ คนละเรื่องเลยก็มี ต้องระวัง อย่าหลงเชื่อแค่คำโฆษณา สำหรับบางร้านวางขายตามตลาดนัด เรายิ่งต้องใส่ใจเป็นพิเศษเพราะอาจหลงไปตามคำโน้มน้าวได้ ควรดูฉลากและรายละเอียดตามข้อที่ 1 ให้ดี

      3.เนื้อโลชั่นมะหาดของแท้
      เนื้อโลชั่นมะหาดแท้นั้น เนื้อจะเข้มข้นและมีความหนืดพอสมควรเวลาเท ไม่เหลวจนเกินไป เนื้อครีมผสมและจับตัวเป็นเนื้อเดียวกัน ส่วนสีของโลชั่นนั้นไม่สามารถบ่งบอกได้ว่าเป็นของแท้หรือปลอมได้ ไม่ว่าจะเป็นสีครีม สีไข่ไก่ สีออกน้ำตาล เป็นเพราะส่วนผสมในการผลิต โดยทั่วไปถ้าเป็นโลชั่นมะหาดปลอมมักจะเก็บไว้ได้ไม่นานจะมีกลิ่นบูด กลิ่นจะออกเปรี้ยวๆ หน่อย และเนื้อโลชั่นก็จะค่อนข้างเหลว ถ้าจะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์มะหาด ควรจะเลือกที่ระบุ % ความเข้มข้นของสารสกัดจากมะหาดไว้เท่านั้น เพราะอาจมีผลข้างเคียงกับผิวได้ ถ้าใช้ความเข้มข้นมากเกินไป อ่านเพิ่มเติมที่นี่ เรื่องควรรู้เกี่ยวกับครีมมะหาด

      4. ทดสอบสารอันตรายแบบง่ายๆ 
      ในครีมมะหาดปลอม ที่แอบอ้างว่าใช้สารสกัดจากแก่นมะหาด แท้จริงแล้วอาจเจือปนไฮโดรเจนเปอร์ออกไซต์ ไฮโดรควิโนน หรือปรอท ซึ่งสารเหล่านั้นจะทำให้หน้าขาวขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่คุณรู้หรือไม่ว่าสารเหล่านี้เป็นสารอันตราย โดยเฉพาะยิ่งสารไฮโดรควิโนน หรือปรอทที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ประกาศห้ามใช้ในเครื่องสำอาง เมื่อใช้ครีมที่มีส่วนผสมดังกล่าวไปนานๆจะทำให้เกิดริ้วรอย ฝ้า กระ อย่างถาวร วิธีทดสอบคร่าวๆ แบบง่ายๆ ก็คือ ดูจากการทดสอบสารปรอทในครีมหน้าเด้ง ด้านล่างนี้



      *** ทางที่ดี ถ้าต้องการทดสอบสารอันตรายอย่างละเอียดแน่นอน 100% แนะนำให้เพื่อนๆ ซื้อชุดทดสอบสารอันตรายเครื่องสำอางจากกรมวิทย์มาทดสอบ ที่สามารถซื้อหาไปทดสอบเองที่บ้านได้ ซึ่งสะดวกและทำได้ง่ายเช่นกัน

      5. ราคาของโลชั่นมะหาดโดยปกติ 
      ควรจะมีราคาไม่ถูกจนเกินไป เพราะเพียงแค่หัวเชื้อมะหาดที่จะนำมาเป็นส่วนผสมกับครีมมะหาดนั้นก็มีต้นทุนที่สูงพอสมควร บางร้านจำหน่ายขายในราคาถูกๆ ขอให้ตั้งข้อสังเกตไว้เลยว่า อาจจะเป็นครีมมะหาดของปลอม หรือเขาอาจจะผสมมะหาดเพียงน้อยนิด บางที่อาจไม่ได้ผสมเลยด้วยซ้ำ หรืออาจจะเติมสารอื่นที่ช่วยให้ขาวไวขึ้น (ทดแทน) ซึ่งจะทำให้เห็นผลเร็ว 5-10 วัน ทำให้เราอาจจะคิดไปเองว่าที่ขาวขึ้นเป็นเพราะมะหาดก็เป็นไปได้

      ข้อแนะนำ 
      สุดท้ายนี้ หากท่านอยากลองซื้อโลชั่นมะหาดมาใช้จริงๆ แต่กลัวแพ้ ก็ควรเริ่มจากทดลองใช้ทาที่บริเวณแขนหรือขาก่อน เป็นเวลาอย่างน้อยสัก 1 เดือนขึ้นไป อย่าเพิ่งนำมาใช้ทาใบหน้า เพราะหากเกิดผลข้างเคียง จะได้ไม่ส่งผลเสียต่อใบหน้าเรา

      เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับมะหาด โลชั่นมะหาด ครีมมะหาด

      20:33
      มะหาดคืออะไร ครีมหรือโลชั่นมะหาดทำให้ผิวของคุณขาวขึ้นจริงหรือไม่ วันนี้เรามีเกร็ดความรู้ ข้อแนะนำเกี่ยวกับมะหาดมาฝาก เพื่อให้ได้ทราบข้อมูลเกี่ยวครีมมะหาดกันมากขึ้น ก่อนที่จะซื้อหามาใช้ แน่นอนว่า ใครๆ ก็อยากสวยอยากงาม อยากมีผิวที่ขาวใสกันทั้งนั้น การใช้ครีมผิวขาวมะหาดนั้น บางคนก็ใช้แล้วรู้สึกผิวขาวเนียนขึ้น บางท่านก็ใช้แล้วรู้สึกเฉยๆ ไม่เห็นผล หลากหลายเหตุผลต่างกันไป ครีมมะหาดนั้นสามารถใช้ทาผิวได้แต่อย่าลืมเลือกซื้อของแท้และได้คุณภาพมาใช้ก็แล้วกัน จะได้ไม่มีผลข้างเคียงหรือผลเสียต่อผิว การเลือกใช้เครื่องสำอางสักชิ้นหนึ่งควรศึกษาให้ที่ถ้วน และมีความรอบคอบก่อนตัดสินใจซื้อหามาใช้ ท่านสามารถอ่านบทความ การเลือกซื้อครีมมะหาด ได้ที่นี่


      เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับมะหาด และโลชั่นมะหาด 

      1. มะหาด เป็นไม้ยืนต้นในตระกูล Moraceae ส่วนมากจะขึ้นอยู่ตามป่าดิบทั่วไป ลำต้นสูงประมาณ 30 เมตร ทรงพุ่มแผ่กว้าง ใบ เดี่ยว เรียงสลับรูปขอบขนาน หรือรูปวงรี กว้าง 8–10 ซม. ยาว 10–12 ซม. หลังใบเป็นมันสีเขียวเข้ม ท้องใบสาก ดอกช่อ ออกที่ซอกใบ ค่อนข้างกลม ก้านสั้น แยกเพศ อยู่บนต้นเดียวกัน ผล เป็นผลรวม สีเหลือง ผิวขรุขระ มีขนนุ่ม ดูรายละเอียดเกี่ยวกับมะหาดเพิ่มเติมที่นี่ http://th.wikipedia.org/wiki/มะหาด 

      2. ต้นมะหาดที่นำมาใช้ประโยชน์เพื่อการรักษาทางการแพทย์แผนไทยหรือเป็นสมุนไพรนั้น จะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 5 ปี โดยใช้แก่น ราก หรือเปลือกได้ คนไทยโบราณใช้เปลือกมะหาดเพื่อลดอาการไข้ ใช้รากมะหาดในการขับถ่ายพยาธิ และกินแก่นมะหาดเพื่อลดอาการท้องผูก ท้องอืด หรือท้องเฟ้อ แก่นมะหาดยังใช้เป็นสมุนไพรรักษาโรคทางผิวหนัง เช่น อาการผด ผื่น คัน ได้อีกด้วย

      3. มีการศึกษาวิจัยว่า สารสกัดจากแก่นมะหาด ชื่อ oxyresveratrol สามารถยับยั้งการสร้างเม็ดสีได้ในหลอดทดลอง จึงมีคนพูดถึงการใช้มะหาดทำให้ผิวขาว

      4. แต่งานวิจัยทางการแพทย์ที่มีการตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ ซึ่งอ้างอิงได้ในขณะนี้ มีเพียงเรื่องการใช้สารสกัดจากแก่นมะหาดในการรักษาเริมในหนู เนื้อหาของงานวิจัยที่มีอาจารย์จากคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ฯ ใช้สารสกัดจากแก่นมะหาดรักษาเริมในหนู อ่านได้ที่นี่ http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/21669230

      5. มี website ขายผลิตภัณฑ์มะหาด อ้างงานวิจัยในคนที่ได้ผลว่าทำให้ผิวขาวขึ้น แต่ค้นฐานข้อมูลทางการแพทย์แล้ว ไม่พบว่ามีงานวิจัยชิ้นนี้ตีพิมพ์

      6. มาพูดถึงงานวิจัยเกี่ยวกับมะหาดที่หมอทราบแน่ว่ามี ที่คณะแพทย์ มศว. ประสานมิตร ซึ่งหมอเพิ่งได้คุยกับอาจารย์ที่คุมงานวิจัยนี้เมื่อ 3 วันก่อน มีการนำสารสกัดจากมะหาดมารักษาฝ้า เทียบกับการใช้ไฮโดรควิโนน พบว่ารักษาฝ้าได้ผลเทียบเท่ากับไฮโดรควิโนน แต่ผลข้างเคียงเยอะและเกิดการแพ้ได้ ผลข้างเคียงที่พบจากการใช้ครีมมะหาดในการรักษาฝ้าคือ หน้าแดง เกิดผื่น ระคายเคือง ซึ่งพบเมื่อใช้ที่ความเข้มข้น 5% ถึงแม้ว่าสารสกัดจากแก่นมะหาด จะสามารถใช้รักษาฝ้าได้เทียบเท่าไฮโดรควิโนน แต่ก็ยังไม่มีการวิจัยเรื่องการทำให้ผิวขาวและผลในระยะยาว

      7. โดยส่วนตัวคิดว่า ถ้าใครต้องการทดลองใช้ครีมหรือโลชั่นมะหาดเพื่อทำให้ผิวขาว ไม่ควรใช้ที่ความเข้มข้นเกิน 5% เพราะเสี่ยงต่อผลข้างเคียงได้มาก

      8. ถ้าจะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์มะหาด ควรจะเลือกที่ระบุ % ไว้เท่านั้น เพราะมีผลข้างเคียงถ้าใช้ความเข้มข้นเกิน 5% สำหรับผลิตภัณฑ์ชนิดที่เป็นหัวเชื้อ น่าจะมีความเข้มข้นสูงมาก มีไว้สำหรับเป็นสารตั้งต้นในการผลิตเท่่านั้น ไม่ควรนำมาใช้โดยตรง

      9. ผลิตภัณฑ์ใดๆ ก็ตามที่ได้รับการรับรองจาก อย. จะมีการระบุ % ของสารไว้เสมอ ถ้าไม่มีการระบุ ให้สงสัยไว้ก่อนว่าไม่ผ่านการรับรอง

      ข้อมูลบางส่วนรวบรวมจาก Twitter ของ ผศ. พญ.รังสิมา วณิชภักดีเดชา @DrRungsima
      ที่มาบางส่วนจาก: SaiNoGo